ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสที่จัดอยู่ในวงศ์ใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสที่พบในทั้งสัตว์และคน ไวรัสโคโรนายังเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) และ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS)
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้จะมีอาการเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยจะแสดงอาการตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อย ได้แก่ คัดจมูก เจ็บคอ ไอ และมีไข้ โดยในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการปอดบวมหรือหายใจลำบากร่วมด้วย บางรายเสียชีวิตได้แต่พบไม่บ่อยนัก แต่หากผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงหากได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
มาตรฐานองค์การอนามัยโลก ได้แนะนำให้ประชาชน ลดการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงและการแพร่เชื้อในระยะต่างๆ มาตรฐานนี้ยังแนะนำให้ล้างมือ ดูแลสุขอนามัยทางเดินหายใจ เมื่อไอหรือจามให้ใช้ข้อพับแขนด้านในปิดปากหรือใช้กระดาษชำระแล้วทิ้งในถังขยะ รับประทานอาหารที่ สุก สะอาด ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม
ทำไมไวรัสโคโรนาจึงเจาะจงโจมตีปอดมนุษย์
วัคซีนที่คาดว่าจะนำมาใช้กับประเทศไทย
อ้างอิง:
https://www.who.int/thailand/health-topics/coronavirus
COVID-19 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสาธารณสุข แต่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานในชีวิตจริงครั้งใหญ่ที่สุดของโลก
นับตั้งแต่มีรายงานการระบาดของโรค COVID-19 ในช่วงปลายปี 2019 โลกต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากมาก ตั้งแต่การตรวจหาเชื้อ การติดตามผู้สัมผัส การรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก การบริหารโรงพยาบาล ไปจนถึงการทำงานและการเรียนจากระยะไกล
หลายเทคโนโลยีที่ก่อนหน้านั้นถูกมองว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น Artificial Intelligence, Big Data, Cloud Computing, Telemedicine, IoT และระบบติดตามแบบดิจิทัล กลับถูกนำมาใช้งานจริงอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองย้อนจากปี 2019 มาจนถึงปัจจุบัน เราจึงสามารถตั้งคำถามที่น่าสนใจได้ว่า หากเกิดโรคระบาดครั้งใหม่ เทคโนโลยีใดที่เราควรนำมาใช้ และเราควรปรับปรุงอะไรจากบทเรียนของ COVID-19?
สารบัญ
- COVID-19 เปลี่ยนบทบาทของ Technology อย่างไร
- 1. Artificial Intelligence และ Machine Learning
- 2. Big Data และ Real-time Dashboard
- 3. Digital Contact Tracing
- 4. Telemedicine และ Remote Healthcare
- 5. IoT และ Remote Patient Monitoring
- 6. Cloud Computing
- 7. Rapid Test และ At-home Testing
- 8. Genomic Surveillance
- 9. Wastewater Surveillance
- 10. Robotics และ Automation
- 11. Remote Work และ Remote Learning
- 12. AI และระบบรับมือข้อมูลผิด
- 13. Cybersecurity และ Privacy
- Technology Stack สำหรับโรคระบาดในอนาคต
COVID-19 เปลี่ยนบทบาทของ Technology อย่างไร
ก่อนปี 2020 ระบบดิจิทัลจำนวนมากยังถูกมองเป็นเพียงส่วนเสริมของระบบหลัก แต่เมื่อประชาชนไม่สามารถเดินทางหรือพบปะกันได้ตามปกติ เทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแทบจะทันที
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่
- การประชุมผ่าน Video Conference
- การทำงานจากบ้าน หรือ Work from Home
- การเรียนออนไลน์
- Telemedicine
- ระบบ Dashboard รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ
- ระบบลงทะเบียนวัคซีน
- QR Code และระบบ Check-in
- Contact Tracing Application
- ระบบ Cloud สำหรับรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
- บริการ Delivery และ Contactless Payment
COVID-19 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่า Digital Transformation สามารถเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน เมื่อมีความจำเป็นมากพอ
1. Artificial Intelligence และ Machine Learning
Artificial Intelligence หรือ AI สามารถเข้ามาช่วยงานด้านสาธารณสุขได้หลายระดับ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มนุษย์ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ทัน
AI สามารถนำมาใช้กับอะไรได้บ้าง?
- วิเคราะห์แนวโน้มการแพร่ระบาด
- ค้นหารูปแบบจากข้อมูลผู้ป่วย
- ช่วยคัดกรองข้อมูลทางการแพทย์
- วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ภายใต้ระบบที่ผ่านการรับรอง
- ช่วยค้นคว้ายาและโมเลกุลที่อาจเกี่ยวข้องกับการรักษา
- คาดการณ์ความต้องการเตียง อุปกรณ์ และบุคลากร
- ช่วยจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ควรถูกใช้เป็นระบบตัดสินใจทางการแพทย์โดยปราศจากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือมี Bias สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดได้
แนวทางที่เหมาะสมจึงเป็น AI-assisted Healthcare มากกว่า AI ที่ทำหน้าที่แทนบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด
2. Big Data และ Real-time Dashboard
หนึ่งในภาพที่คนทั่วโลกคุ้นเคยในช่วง COVID-19 คือ Dashboard แสดงจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับวัคซีน และสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่
ระบบลักษณะนี้เกิดจากการรวมข้อมูลจำนวนมากจากโรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ หน่วยงานสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลอื่นเข้าด้วยกัน
ระบบข้อมูลที่ดีควรตอบคำถามได้ เช่น
- พื้นที่ใดกำลังมีการระบาดเพิ่มขึ้น
- จำนวนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่
- โรงพยาบาลใดกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด
- ทรัพยากรควรถูกส่งไปที่ใด
- แนวโน้มในอีกหลายวันข้างหน้าเป็นอย่างไร
บทเรียนสำคัญคือ ข้อมูลที่เร็วแต่คุณภาพต่ำอาจทำให้ตัดสินใจผิด ขณะที่ข้อมูลที่แม่นยำแต่ช้าเกินไปก็อาจไม่มีประโยชน์
3. Digital Contact Tracing
Contact Tracing เป็นกระบวนการค้นหาว่าผู้ติดเชื้อเคยสัมผัสกับใครบ้าง เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจหาเชื้อหรือปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขได้เร็วขึ้น
ในช่วง COVID-19 มีการนำ Smartphone, QR Code, Bluetooth และระบบฐานข้อมูลมาใช้สนับสนุนกระบวนการดังกล่าว
แนวคิดที่ควรพัฒนาในอนาคต
ระบบควรใช้หลัก Privacy by Design ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่สร้างระบบเก็บข้อมูลจำนวนมากก่อนแล้วจึงค่อยคิดเรื่อง Privacy ภายหลัง
- เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น
- กำหนดระยะเวลาการเก็บข้อมูล
- เข้ารหัสข้อมูล
- จำกัดผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูล
- อธิบายวัตถุประสงค์อย่างโปร่งใส
- ลบหรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้เมื่อหมดความจำเป็น
WHO เคยชี้ให้เห็นว่า Digital Contact Tracing สามารถช่วยเสริม Contact Tracing แบบดั้งเดิมได้ แต่ต้องคำนึงถึง Privacy, Data Security และการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนด้วย
4. Telemedicine และ Remote Healthcare
Telemedicine เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับแรงผลักดันอย่างมากจาก COVID-19 เพราะช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาลสำหรับบางกรณี
ตัวอย่างการใช้งาน
- Video Consultation
- ติดตามอาการจากระยะไกล
- การนัดหมายออนไลน์
- ส่งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์
- เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ
- จัดส่งยาหรืออุปกรณ์ไปยังผู้ป่วย
WHO ระบุว่าการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดด้านการให้บริการทางการแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสนใจในการนำ Telemedicine มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม Telemedicine ไม่สามารถทดแทนการตรวจร่างกายหรือบริการทางการแพทย์ทุกประเภทได้ จึงควรทำหน้าที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งของระบบ Healthcare
5. IoT และ Remote Patient Monitoring
Internet of Things หรือ IoT สามารถช่วยให้การติดตามผู้ป่วยทำได้โดยไม่จำเป็นต้องให้บุคลากรเข้าไปสัมผัสผู้ป่วยทุกครั้ง
อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบได้ เช่น
- เครื่องวัดอุณหภูมิ
- Pulse Oximeter
- เครื่องวัดความดันโลหิต
- Wearable Device
- อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ
แนวคิดของระบบอาจเป็น
Medical Sensor
↓
Smartphone / IoT Gateway
↓
Secure API
↓
Cloud Platform
↓
Monitoring Dashboard
↓
Healthcare Team
หากค่าบางอย่างเกิน Threshold ระบบสามารถแจ้งเตือนบุคลากรเพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไปได้
6. Cloud Computing
ระบบที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดมีลักษณะพิเศษคือ จำนวนผู้ใช้งานอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น
Cloud Computing จึงมีบทบาทในการรองรับระบบ เช่น
- ระบบลงทะเบียนวัคซีน
- ระบบนัดหมาย
- Health Dashboard
- Telemedicine
- Data Analytics
- API สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำระบบขึ้น Cloud เพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบให้รองรับ Scalability, Availability, Backup, Disaster Recovery และ Cybersecurity ด้วย
7. Rapid Test และ At-home Testing
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการทำให้การตรวจหาเชื้อสามารถเกิดขึ้นนอกห้องปฏิบัติการได้
At-home Test ทำให้ประชาชนสามารถเก็บตัวอย่าง ทดสอบ และอ่านผลได้ด้วยตนเองสำหรับชุดตรวจที่ได้รับอนุญาตตามข้อ



Share your thoughts here
Join the conversation and share your perspective on this article.